ปฐก. 26:34 เมื่อเอซาวมีอายุ 40 ปี เขารับยูดิธบุตรหญิงของเบเออรีคนฮิตไทต์ และรับบาเสมัทบุตรหญิงของเอโลนคนฮิตไทต์เป็นภรรยา
ปฐก. 26:35 หญิงเหล่านั้นทำให้ชีวิตอิสอัคและนางเรเบคาห์ขมขื่น
อสย. 2:2 ในวาระสุดท้ายจะเป็นดังนี้ คือภูเขาแห่งพระนิเวศของพระยาห์เวห์ จะถูกสถาปนาขึ้นเป็นที่สูงสุดของภูเขาทั้งหลาย และจะถูกยกขึ้นให้อยู่เหนือบรรดาเนินเขา ประชาชาติทั้งหมดจะหลั่งไหลเข้ามาหา
ปฐก. 26:34 เมื่อเอซาวมีอายุ 40 ปี เขารับยูดิธบุตรหญิงของเบเออรีคนฮิตไทต์ และรับบาเสมัทบุตรหญิงของเอโลนคนฮิตไทต์เป็นภรรยา
ปฐก. 26:35 หญิงเหล่านั้นทำให้ชีวิตอิสอัคและนางเรเบคาห์ขมขื่น
บุรุษ สตรี
(ยาเอล มารธา ฮันนาห์ มารีย์ )
ลูก(ซามูเอล อิสอัค ดาวิด)
1ซมอ. 1:1 มีชายคนหนึ่งเป็นชาวรามาธาอิมโซฟิม แห่งแดนเทือกเขาเอฟราอิมชื่อเอลคานาห์บุตรเยโรฮัม ผู้เป็นบุตรเอลีฮู ผู้เป็นบุตรโทหุ ผู้เป็นบุตรศูฟ คนเผ่าเอฟราอิม
1ซมอ. 1:2 เขามีภรรยาสองคน คนหนึ่งชื่อฮันนาห์ อีกคนหนึ่งชื่อเปนินนาห์ เปนินนาห์มีบุตรแต่ฮันนาห์ไม่มี
1ซมอ. 1:3 ชายผู้นี้เคยขึ้นไปจากเมืองของเขาทุกปี ไปนมัสการและถวายสัตวบูชาแด่พระยาห์เวห์จอมทัพที่เมืองชิโลห์ ที่นั่นมีบุตรชายสองคนของเอลีชื่อโฮฟนีและฟีเนหัส เป็นพวกปุโรหิตของพระยาห์เวห์
1ซมอ. 1:4 ในวันที่เอลคานาห์ถวายสัตวบูชา ท่านให้ส่วนแบ่งแก่เปนินนาห์ภรรยาของท่าน และแก่พวกบุตรชายบุตรหญิงทุกคนของนาง
1ซมอ. 1:5 ท่านแบ่งให้ฮันนาห์สองส่วน เพราะท่านรักนางมาก แม้ว่าพระยาห์เวห์ทรงปิดครรภ์ของนางเสีย
1ซมอ. 1:6 เมียคู่กับนางก็ยั่วเย้านางอย่างรุนแรงทำให้นางระคายเคือง เพราะเหตุที่พระยาห์เวห์ทรงปิดครรภ์ของนาง
1ซมอ. 1:7 เหตุการณ์ก็เป็นอยู่ดังนี้ปีแล้วปีเล่า เมื่อนางขึ้นไปยังพระนิเวศของพระยาห์เวห์ครั้งไหน เมียคู่ของนางก็เคยยั่วเย้านาง ดังนั้นนางฮันนาห์จึงร้องไห้ไม่รับประทานอาหาร
1ซมอ. 1:8 เอลคานาห์สามีของนางจึงถามนางว่า “ฮันนาห์ทำไมเธอร้องไห้? ทำไมเธอจึงไม่รับประทานอาหาร? ทำไมจิตใจของเธอจึงโศกเศร้า? สำหรับเธอ ฉันไม่ดีกว่าบุตรชายสิบคนหรือ?”
1ซมอ. 1:9 หลังจากที่ได้รับประทานอาหารและดื่มที่เมืองชิโลห์แล้ว ฮันนาห์ก็ลุกขึ้น เอลีปุโรหิตนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเสาประตูพระวิหารของพระยาห์เวห์
1ซมอ. 1:10 นางขมขื่นใจมากจึงอธิษฐานต่อพระยาห์เวห์และร้องไห้อย่างหนัก
1ซมอ. 1:11 นางบนไว้ว่า “ข้าแต่พระยาห์เวห์จอมทัพ ถ้าพระองค์จะทอดพระเนตรความทุกข์ใจของผู้รับใช้ของพระองค์จริงๆ ทรงระลึกถึงข้าพระองค์ และไม่ทรงลืมผู้รับใช้ของพระองค์ แต่จะประทานบุตรชายแก่ผู้รับใช้ของพระองค์สักคน แล้วข้าพระองค์จะถวายเขาแด่พระยาห์เวห์ตลอดชีวิตของเขา และมีดโกนจะไม่แตะต้องศีรษะของเขาเลย”
1ซมอ. 1:12 อยู่มาเมื่อนางยังวิงวอนเฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์อยู่นั้น เอลีก็สังเกตดูปากของนาง
1ซมอ. 1:13 ฮันนาห์นั้นนางพูดแต่ในใจ ริมฝีปากของนางขยับอยู่เท่านั้น ไม่ได้ยินเสียงของนาง เพราะเหตุนี้เอลีจึงคิดว่านางเมา
1ซมอ. 1:14 เอลีจึงพูดกับนางว่า “เธอจะเมาไปนานสักเท่าใด? จงทิ้งเหล้าองุ่นเถอะ”
1ซมอ. 1:15 แต่ฮันนาห์ตอบว่า “ไม่ใช่เช่นนั้นค่ะเจ้านายของดิฉัน ดิฉันเป็นหญิงที่ทุกข์ใจยิ่งนัก ดิฉันไม่ได้ดื่มเหล้าองุ่นหรือของมึนเมา แต่ดิฉันระบายความในใจของดิฉันออกเฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์
1ซมอ. 1:16 ขออย่าถือว่าหญิงผู้รับใช้ของท่านเป็นหญิงเลว ที่ดิฉันพูดตลอดมานั้น ก็พูดด้วยความกระวนกระวายและความเศร้าใจมาก”
1ซมอ. 1:17 แล้วเอลีก็ตอบว่า “จงกลับไปเป็นสุขเถิด ขอพระเจ้าแห่งอิสราเอลโปรดประทานตามคำขอที่เจ้าได้ทูลขอจากพระองค์”
1ซมอ. 1:18 และนางก็ตอบว่า “ขอหญิงผู้รับใช้ของท่านได้รับความโปรดปรานจากท่านเถิด” แล้วหญิงนั้นก็ไปตามทางของนาง รับประทานอาหาร และใบหน้าของนางก็ไม่โศกเศร้าอีกต่อไป
1ซมอ. 1:19 พวกเขาลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ นมัสการพระยาห์เวห์ แล้วก็กลับไปบ้านที่รามาห์ และเอลคานาห์มีเพศสัมพันธ์กับฮันนาห์ภรรยาของเขา และพระยาห์เวห์ทรงระลึกถึงนาง
1ซมอ. 1:20 และต่อมาเมื่อถึงเวลาที่กำหนด ฮันนาห์ก็ตั้งครรภ์คลอดบุตรชายคนหนึ่ง และนางให้ชื่อเด็กนั้นว่าซามูเอล เพราะนางกล่าวว่า “ดิฉันทูลขอมาจากพระยาห์เวห์”
1ซมอ. 1:21 เอลคานาห์สามีและทุกคนในครอบครัวของเขาจะขึ้นไปถวายสัตวบูชาประจำปีแด่พระยาห์เวห์ และแก้บนของเขา
1ซมอ. 1:22 แต่ฮันนาห์ไม่ได้ขึ้นไปด้วย เพราะนางบอกสามีว่า “ฉันจะไม่ไปจนกว่าเด็กคนนี้หย่านม แล้วฉันจะพาเขาขึ้นไป เพื่อเขาจะได้ปรากฏตัวเฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์ และอยู่ที่นั่นตลอดไป”
1ซมอ. 1:23 เอลคานาห์สามีบอกนางว่า “จงทำตามที่เธอเห็นว่าดีเถิด รออยู่จนให้เขาหย่านม ขอเพียงให้พระดำรัสของพระยาห์เวห์สำเร็จเถิด” นางนั้นก็คอยอยู่และให้บุตรกินนมของเธอ จนนางให้เขาหย่านม
1ซมอ. 1:24 และเมื่อนางให้เขาหย่านมแล้ว นางก็พาเขาขึ้นไปพร้อมกับวัวผู้อายุสามปีหนึ่งตัว แป้ง 10 กิโลกรัมและเหล้าองุ่นหนึ่งถุงหนัง และนางก็นำเขามาที่พระนิเวศของพระยาห์เวห์ที่เมืองชิโลห์ และเด็กนั้นก็ยังเล็กอยู่
1ซมอ. 1:25 แล้วพวกเขาก็ฆ่าวัวผู้ตัวนั้นและนำเด็กมาหาเอลี
1ซมอ. 1:26 นางก็กล่าวว่า “เจ้านายของดิฉันมีชีวิตอยู่แน่ฉันใด ท่านเจ้าข้า ดิฉันเองคือผู้หญิงที่เคยยืนอยู่ที่นี่ต่อหน้าท่าน และทูลวิงวอนต่อพระยาห์เวห์
1ซมอ. 1:27 ดิฉันทูลวิงวอนขอเด็กคนนี้ และพระยาห์เวห์ประทานตามคำทูลขอของดิฉันตามที่ได้ทูลวิงวอนต่อพระองค์
1ซมอ. 1:28 เพราะฉะนั้นดิฉันเองถวายเขาแด่พระยาห์เวห์ เขาถูกถวายแด่พระยาห์เวห์ตลอดชีวิตของเขา” และเขาก็นมัสการพระยาห์เวห์ที่นั่น
1ซมอ. 2:18 แต่ซามูเอลปรนนิบัติอยู่เฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์ เป็นเด็กคนที่คาดเอวด้วยเอโฟดผ้าป่าน
1ซมอ. 2:19 มารดาเคยเย็บเสื้อคลุมตัวเล็กๆ นำมาให้เขาทุกปี เมื่อนางขึ้นไปพร้อมกับสามีเพื่อถวายเครื่องสัตวบูชาประจำปี
1ซมอ. 2:20 แล้วเอลีอวยพรเอลคานาห์และภรรยาของเขากล่าวว่า “ขอพระยาห์เวห์ประทานลูกๆ แก่ท่านโดยหญิงคนนี้ แทนคนที่นางเคยทูลขอและถวายไว้ปรนนิบัติพระยาห์เวห์” แล้วพวกเขาก็กลับไปยังที่อยู่ของพวกเขา
1ซมอ. 2:21 และพระยาห์เวห์ทรงเยี่ยมเยียนฮันนาห์ และนางก็ตั้งครรภ์คลอดบุตรเป็นชายสามหญิงสอง ส่วนกุมารซามูเอลก็เติบโตขึ้นเฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์
สภษ. 3:9 จงถวายพระเกียรติแด่พระยาห์เวห์ด้วยทรัพย์สินของเจ้า และด้วยผลแรกแห่งผลิตผลทุกอย่างของเจ้า
สภษ. 3:10 แล้วยุ้งของเจ้าจะเต็มบริบูรณ์ และบ่อเก็บของเจ้าจะล้นด้วยเหล้าองุ่นหมักใหม่
สภษ. 3:11 ลูกเอ๋ย อย่าดูหมิ่นพระดำรัสสอนของพระยาห์เวห์ และอย่าเบื่อหน่ายพระดำรัสเตือนของพระองค์
สภษ. 3:12 เพราะพระยาห์เวห์ทรงตักเตือนผู้ที่พระองค์ทรงรัก ดังบิดาตักเตือนบุตรที่เขาโปรดปราน
ปฐก. 22:1 ต่อมาพระเจ้าทรงทดลองอับราฮัม และตรัสกับท่านว่า “อับราฮัม” ท่านทูลว่า “ข้าพระองค์อยู่ที่นี่”
ปฐก. 22:2 พระองค์ตรัสว่า “จงพาบุตรของเจ้าคืออิสอัค บุตรคนเดียวของเจ้าผู้ที่เจ้ารัก ไปยังดินแดนโมริยาห์ และถวายเขาที่นั่นเป็นเครื่องบูชา บนภูเขาลูกหนึ่งซึ่งเราจะบอกแก่เจ้า”
ปฐก. 22:3 อับราฮัมจึงลุกขึ้นแต่เช้ามืด ผูกอานลาของท่านพาคนใช้หนุ่มไปกับท่านด้วยสองคนกับอิสอัคบุตรของท่าน ท่านตัดฟืนสำหรับเครื่องบูชา แล้วเดินทางไปยังที่ซึ่งพระเจ้าทรงบอกแก่ท่าน
ปฐก. 22:4 พอถึงวันที่สามอับราฮัมเงยหน้าขึ้นมองเห็นที่นั้นแต่ไกล.
ปฐก. 22:5 อับราฮัมจึงพูดกับคนใช้ทั้งสองของท่านว่า “อยู่กับลาที่นี่เถิด เรากับลูกจะเดินไปที่โน้นนมัสการพระเจ้า แล้วจะกลับมาหาพวกเจ้า”
ปฐก. 22:6 อับราฮัมเอาฟืนสำหรับเครื่องบูชาใส่บ่าอิสอัคบุตรชาย มือถือไฟและมีด แล้วพ่อลูกไปด้วยกัน
ปฐก. 22:7 อิสอัคพูดกับอับราฮัมบิดาว่า “พ่อ” และท่านตอบว่า “ลูกเอ๋ย พ่ออยู่นี่” ลูกจึงว่า “นี่ไฟและฟืน แต่ลูกแกะสำหรับเครื่องบูชาอยู่ที่ไหน?”
ปฐก. 22:8 อับราฮัมตอบว่า “ลูกเอ๋ย พระเจ้าจะทรงจัดหาลูกแกะสำหรับพระองค์เองเป็นเครื่องบูชา” ทั้งสองก็เดินต่อไปด้วยกัน
ปฐก. 22:9 เมื่อเขาทั้งสองมาถึงที่ซึ่งพระเจ้าตรัสบอกเขาไว้ อับราฮัมก็สร้างแท่นบูชาที่นั่น เรียงฟืนเป็นระเบียบ แล้วมัดอิสอัคบุตรชายวางไว้บนแท่นบูชาบนฟืน
ปฐก. 22:10 แล้วอับราฮัมก็ยื่นมือจับมีดจะฆ่าบุตรชาย
ปฐก. 22:11 แต่ทูตของพระยาห์เวห์เรียกเขาจากฟ้าสวรรค์ว่า “อับราฮัม อับราฮัม” และท่านตอบว่า “ข้าพระองค์อยู่ที่นี่”
ปฐก. 22:12 ทูตสวรรค์ว่า “อย่าแตะต้องเด็กนั้น อย่าทำอะไรเขาเลย เพราะบัดนี้เรารู้แล้วว่าเจ้ายำเกรงพระเจ้า และเจ้าไม่ได้หวงบุตรชายคือบุตรชายคนเดียวของเจ้าไว้จากเรา”
ปฐก. 22:13 อับราฮัมเงยหน้าขึ้นมองดู เห็นข้างหลังท่านมีแกะผู้ตัวหนึ่ง เขาของมันติดอยู่ในพุ่มไม้ทึบ อับราฮัมก็ไปจับแกะตัวนั้นมาถวายเป็นเครื่องบูชาแทนบุตรชาย
ปฐก. 22:14 อับราฮัมจึงเรียกสถานที่นั้นว่า ยาห์เวห์ยิเรห์ อย่างที่เขาพูดกันทุกวันนี้ว่า “ทรงจัดไว้ให้บนภูเขาของพระยาห์เวห์”
ปฐก. 22:15 ทูตของพระยาห์เวห์เรียกอับราฮัมครั้งที่สองมาจากฟ้าสวรรค์ว่า
ปฐก. 22:16 “พระยาห์เวห์ตรัสว่า เราเองปฏิญาณว่า เพราะเจ้าทำอย่างนี้และไม่ได้หวงบุตรชายของเจ้า คือบุตรชายคนเดียวของเจ้า
ปฐก. 22:17 ดังนั้นเราจะอวยพรเจ้าแน่ เราจะทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้น ดังดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล เชื้อสายของเจ้าจะได้ประตูเมืองศัตรูทั้งหลายของเจ้าเป็นกรรมสิทธิ์
ปฐก. 22:18 ประชาชาติทั้งหมดในโลกจะได้พรเพราะเชื้อสายของเจ้า เพราะว่าเจ้าเชื่อฟังเรา”
ปฐก. 24:1 ฝ่ายอับราฮัมก็ชราแล้ว มีอายุมากทีเดียว และพระยาห์เวห์ทรงอวยพรอับราฮัมทุกประการ
ปฐก. 25:5 อับราฮัมมอบทุกสิ่งที่ท่านมีแก่อิสอัค
(ปฐก. 26:23 อิสอัคก็ออกจากที่นั่นไปยังเบเออร์เชบา
ปฐก. 26:24 พระยาห์เวห์ทรงปรากฏแก่ท่านในคืนนั้น ตรัสว่า “เราเป็นพระเจ้าของอับราฮัมบิดาของเจ้า อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้าและจะอวยพรเจ้า และทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้น เพราะเห็นแก่อับราฮัมผู้รับใช้ของเรา”
ปฐก. 26:25 ท่านจึงสร้างแท่นบูชาที่นั่น และนมัสการออกพระนามพระยาห์เวห์ และตั้งเต็นท์ของท่านที่นั่น คนใช้ของอิสอัคขุดบ่อน้ำบ่อหนึ่งที่นั่นด้วย
ปฐก. 26:26 ฝ่ายอาบีเมเลคออกจากเก-ราร์พร้อมกับอาหุสซัทพระสหายของพระองค์ กับฟีโคล์ผู้บัญชาการทหารของพระองค์ไปหาอิสอัค
ปฐก. 26:27 อิสอัคถามเขาทั้งหลายว่า “ทำไมท่านจึงมาหาข้าพเจ้า? เมื่อท่านเกลียดชังข้าพเจ้า และขับไล่ข้าพเจ้าไปจากท่าน”
ปฐก. 26:28 พวกเขาตอบว่า “เราเห็นชัดเจนแล้วว่าพระยาห์เวห์ทรงอยู่กับท่าน เราจึงว่า ขอให้มีสัตย์สาบานระหว่างท่านกับเราทั้งหลาย และขอให้เราทำพันธสัญญากับท่าน
ปฐก. 26:29 เพื่อว่าท่านจะไม่ทำอันตรายแก่เรา ดังที่เราไม่ได้แตะต้องท่าน และไม่ได้ทำสิ่งใดแก่ท่านเว้นแต่ความดี และได้ส่งท่านไปอย่างสันติ บัดนี้ท่านเป็นผู้ที่พระยาห์เวห์ทรงอวยพร”)
(1 ซามูเอล 17:34-37 THSV11) แต่ดาวิดทูลซาอูลว่า “ผู้รับใช้ของฝ่าพระบาทเคยเลี้ยงฝูงแกะของบิดา และเมื่อมีสิงโตหรือหมีมาเอาลูกแกะตัวหนึ่งไปจากฝูง ข้าพระบาทก็ตามไปฆ่ามัน และช่วยกู้ลูกแกะนั้นมาจากปากของมัน ถ้ามันลุกขึ้นต่อสู้ข้าพระบาท ข้าพระบาทก็จับคางของมัน และทุบตีมันจนตาย ผู้รับใช้ของฝ่าพระบาทได้ฆ่าสิงโตและหมีนั้นมาแล้ว คนฟีลิสเตียผู้ไม่ได้เข้าสุหนัตนี้ก็เป็นเหมือนสัตว์เหล่านั้นตัวหนึ่ง ด้วยเขาได้ท้าทายกองทัพของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่” และดาวิดทูลต่อไปว่า “พระยาห์เวห์ผู้ทรงช่วยกู้ข้าพระบาทจากอุ้งเท้าของสิงโต และจากอุ้งเท้าของหมี จะทรงช่วยกู้ข้าพระบาทจากมือของคนฟีลิสเตียนี้” และซาอูลจึงตรัสแก่ดาวิดว่า “จงไปเถอะ และพระยาห์เวห์จะสถิตอยู่กับเจ้า”
(1 ซามูเอล 16:18 THSV11) คนหนึ่งในพวกชายหนุ่มทูลว่า “ดูเถิด ข้าพระบาทเห็นบุตรคนหนึ่งของเจสซีชาวเบธเลเฮม เป็นผู้มีฝีมือในการดีดพิณ เป็นคนกล้าหาญ เป็นนักรบ พูดเก่ง และเป็นคนมีหน้าตาดี และพระยาห์เวห์สถิตกับเขา”
1ซมอ. 16:14 พระวิญญาณของพระยาห์เวห์ทรงละจากซาอูล และวิญญาณชั่วจากพระยาห์เวห์ก็ทรมานซาอูล
(1 ซามูเอล 16:23 THSV11) ต่อมาเมื่อวิญญาณจากพระเจ้ามาเหนือซาอูลเมื่อไร ดาวิดก็หยิบพิณใช้มือดีดถวาย ซาอูลก็ทรงรู้สึกบรรเทาลงและทรงดีขึ้น และวิญญาณชั่วก็ละจากพระองค์ไป
(1 ซามูเอล 18:14 THSV11) ดาวิดประสบความสำเร็จในทุกทาง เพราะพระยาห์เวห์สถิตกับเขา
(2 ซามูเอล 5:10 THSV11) และดาวิดทรงเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป เพราะว่าพระยาห์เวห์พระเจ้าจอมทัพสถิตกับพระองค์
(กิจการ 13:22 THSV11) เมื่อทรงถอดซาอูลแล้ว พระองค์ทรงตั้งดาวิดขึ้นเป็นกษัตริย์ของพวกเขา และทรงเป็นพยานกล่าวถึงดาวิดดังนี้ ‘เราพบว่าดาวิดบุตรของเจสซีเป็นคนที่ใจเราชื่นชอบ เป็นคนที่จะทำให้ความประสงค์ของเราสำเร็จทุกประการ’
ปฐก. 15:4 เวลานั้นพระดำรัสของพระยาห์เวห์มาถึงอับรามว่า “คนนี้จะไม่ได้เป็นผู้รับมรดกของเจ้า แต่บุตรชายที่เกิดจากเจ้าจะเป็นผู้รับมรดกของเจ้า”
กดว. 18:20 และพระยาห์เวห์ตรัสกับอาโรนว่า “เจ้าจะไม่ได้รับมรดกในแผ่นดินของพวกเขา และจะไม่มีส่วนแบ่งใดๆ ท่ามกลางพวกเขาเลย เราเองจะเป็นส่วนแบ่งของเจ้าและเป็นมรดกของเจ้าท่ามกลางคนอิสราเอล
กดว. 18:21 “และดูสิ เราให้ทศางค์ทั้งหมด ในอิสราเอลแก่คนเลวีเป็นมรดก เป็นค่าตอบแทนงานที่เขาทั้งหลายทำอยู่ คืองานที่เต็นท์นัดพบ
กดว. 18:22 ตั้งแต่นี้ไปคนอิสราเอลจะไม่เข้ามาใกล้เต็นท์นัดพบ เกรงว่าพวกเขาจะรับโทษบาปถึงตาย
กดว. 18:23 แต่คนเลวีจะต้องทำงานของเต็นท์นัดพบ และพวกเขาจะต้องรับโทษความผิดของเขา จะเป็นกฎกำหนดถาวรตลอดชาติพันธุ์ของเจ้า เขาทั้งหลายจะไม่มีส่วนมรดกท่ามกลางคนอิสราเอล
กดว. 18:24 เพราะว่าทศางค์ของคนอิสราเอล ซึ่งถวายแด่พระยาห์เวห์เป็นเครื่องถวาย เราได้ให้แก่คนเลวีเป็นมรดก เพราะฉะนั้นเราจึงบอกพวกเขาว่าเขาจะไม่มีมรดกท่ามกลางคนอิสราเอล”
กดว. 18:25 พระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสว่า
กดว. 18:26 “ยิ่งกว่านั้น เจ้าจงกล่าวแก่คนเลวีว่า ‘เมื่อพวกเจ้ารับทศางค์จากคนอิสราเอล ซึ่งเราให้แก่พวกเจ้าเป็นมรดกของเจ้าที่มาจากพวกเขานั้น เจ้าจงนำร้อยละสิบจากทศางค์นั้นถวายแด่พระยาห์เวห์เป็นเครื่องถวาย
1พศด. 16:18 ว่า “เราจะให้แผ่นดินคานาอันแก่เจ้า เป็นส่วนมรดกของเจ้าทั้งหลาย”
สดด. 2:8 จงขอจากเราเถิด และเราจะมอบบรรดาประชาชาติให้เป็นมรดกของเจ้า ตลอดจนแผ่นดินโลกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้า
สดด. 105:11 ว่า “เราจะให้แผ่นดินคานาอันแก่เจ้า” เป็นส่วนมรดกของเจ้าทั้งหลาย
อสค. 46:17 แต่ถ้าเขานำเอาส่วนหนึ่งจากมรดกของเขา มามอบให้คนใช้คนหนึ่งของเขาเป็นของขวัญ ส่วนนั้นจะเป็นของคนใช้นั้นจนถึงปีอิสรภาพ แล้วส่วนนั้นจะกลับมาเป็นของเจ้านาย มรดกของเจ้านายจะเป็นของบุตรของเขาเท่านั้น คือเป็นของครอบครัวพวกเขา
อสค. 47:14 และพวกเจ้าจงแบ่งให้เท่าๆ กัน เราปฏิญาณที่จะมอบให้แก่บรรพบุรุษของเจ้า และแผ่นดินนี้จะตกเป็นมรดกของเจ้าทั้งหลาย
ดนล. 12:13 ส่วนเจ้าจงดำเนินไปจนถึงที่สุดเถิด แล้วจะได้พักสงบ และจะยืนขึ้นรับมรดกของเจ้าเมื่อสิ้นสุดวันทั้งหลายนั้น”
สภษ. 3:1 ลูกเอ๋ย อย่าลืมคำสอนของข้า แต่ให้ใจของเจ้าเฝ้ารักษาบัญญัติของข้า
สภษ. 3:2 เพราะสิ่งเหล่านี้จะเพิ่มวันเดือนปีของชีวิตให้ยืนยาว และทวีความสมบูรณ์พูนสุขแก่เจ้า
สภษ. 3:3 อย่าให้ความจงรักภักดีและความซื่อสัตย์ทอดทิ้งเจ้า จงพันมันไว้รอบคอของเจ้า จงเขียนมันไว้บนแผ่นจารึกแห่งหัวใจของเจ้า
สภษ. 3:4 ดังนั้น จงหาความโปรดปรานและชื่อเสียงดี ในสายพระเนตรพระเจ้า และในสายตามนุษย์
สภษ. 3:5 จงวางใจในพระยาห์เวห์ด้วยสุดใจของเจ้า และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง
สภษ. 3:6 จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า แล้วพระองค์เองจะทรงทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น
สภษ. 3:7 อย่าคิดว่าตนมีปัญญา จงยำเกรงพระยาห์เวห์ และจงหันจากความชั่วร้าย
สภษ. 3:8 นี่จะเป็นพลานามัยแก่เนื้อหนังของเจ้า และความสดชื่นแก่ร่างกายของเจ้า
สภษ. 3:9 จงถวายพระเกียรติแด่พระยาห์เวห์ด้วยทรัพย์สินของเจ้า และด้วยผลแรกแห่งผลิตผลทุกอย่างของเจ้า
สภษ. 3:10 แล้วยุ้งของเจ้าจะเต็มบริบูรณ์ และบ่อเก็บของเจ้าจะล้นด้วยเหล้าองุ่นหมักใหม่
สภษ. 3:11 ลูกเอ๋ย อย่าดูหมิ่นพระดำรัสสอนของพระยาห์เวห์ และอย่าเบื่อหน่ายพระดำรัสเตือนของพระองค์
สภษ. 3:12 เพราะพระยาห์เวห์ทรงตักเตือนผู้ที่พระองค์ทรงรัก ดังบิดาตักเตือนบุตรที่เขาโปรดปราน
สภษ. 3:13 มนุษย์ผู้พบปัญญา และมนุษย์ผู้ได้ความเข้าใจ ก็เป็นสุขจริงหนอ
สภษ. 3:14 เพราะผลที่ได้จากปัญญาย่อมดีกว่าผลที่ได้จากเงิน และผลิตผลของปัญญานั้นดีกว่าทองคำ
สภษ. 3:15 ปัญญาล้ำค่ากว่าอัญมณี และทุกสิ่งที่เจ้าปรารถนาไม่อาจเปรียบกับปัญญาได้เลย
สภษ. 3:16 ชีวิตยืนยาวอยู่ในมือขวาของปัญญา ส่วนในมือซ้ายมีความมั่งคั่งและเกียรติยศ
สภษ. 3:17 ทางของปัญญาเป็นทางของความร่มรื่น และวิถีทั้งสิ้นของปัญญาคือความสงบสุข
สภษ. 3:18 ปัญญาเป็นต้นไม้แห่งชีวิตแก่ผู้ที่ฉวยเธอไว้ บรรดาผู้ที่ยึดเธอไว้แน่นจะสุขสบาย
สภษ. 3:19 พระยาห์เวห์ทรงวางรากแผ่นดินโลกโดยพระปัญญา พระองค์ทรงสถาปนาฟ้าสวรรค์โดยความเข้าพระทัย
สภษ. 3:20 โดยความรู้ของพระองค์ น้ำบาดาลก็พลุ่งออกมา และเมฆก็โปรยน้ำค้างลงมา
สภษ. 3:21 ลูกเอ๋ย อย่าให้สิ่งต่อไปนี้คลาดสายตาของเจ้า แต่จงเฝ้ารักษาไว้ คือสติปัญญาและความเฉลียวฉลาด
สภษ. 3:22 ทั้งสองสิ่งจะเป็นชีวิตแก่เจ้า เป็นเครื่องประดับที่คอของเจ้า
สภษ. 3:23 แล้วเจ้าจะดำเนินในทางของเจ้าอย่างปลอดภัย และเท้าของเจ้าจะไม่สะดุด
สภษ. 3:24 เมื่อเจ้านอน เจ้าจะไม่หวาดผวา เมื่อเจ้านอน ก็จะหลับสบาย
สภษ. 3:25 อย่ากลัวความสยดสยองที่มาถึงอย่างฉับพลัน หรือกลัวความย่อยยับที่มาถึงคนอธรรม
สภษ. 3:26 เพราะพระยาห์เวห์จะเป็นความไว้วางใจของเจ้า และจะทรงปกป้องเท้าของเจ้าจากการถูกจับ
สภษ. 3:27 อย่ากีดกันสิ่งดีไว้จากผู้สมควรจะได้รับ ในเมื่อสิ่งนี้อยู่ในอำนาจของเจ้าที่จะทำได้
สภษ. 3:28 อย่าพูดกับเพื่อนบ้านของเจ้าว่า “ไปเถอะ แล้วค่อยมาใหม่ พรุ่งนี้ฉันจะให้” ในเมื่อเจ้ามีให้อยู่แล้ว
สภษ. 3:29 อย่าวางแผนปองร้ายเพื่อนบ้านของเจ้า ผู้อาศัยอยู่ข้างๆ เจ้าอย่างไว้วางใจ
สภษ. 3:30 อย่าโต้แย้งกับใครอย่างไร้เหตุผล ในเมื่อเขาไม่ได้ทำอันตรายอะไรเจ้า
สภษ. 3:31 อย่าอิจฉาคนโหดร้าย อย่าเลือกทางใดๆ ของเขาเลย
สภษ. 3:32 เพราะพระยาห์เวห์ทรงเกลียดชังคนคดโกง แต่ไว้พระทัยคนเที่ยงธรรม
สภษ. 3:33 คำสาปของพระยาห์เวห์อยู่บนบ้านของคนอธรรม แต่พระองค์ทรงอวยพรที่อาศัยของคนชอบธรรม
สภษ. 3:34 พระองค์ทรงเยาะเย้ยคนที่ชอบเยาะเย้ย แต่พระองค์ประทานพระคุณแก่คนถ่อมตัว
สภษ. 3:35 คนมีปัญญาจะได้เกียรติเป็นมรดก แต่คนโง่จะได้ความอัปยศ